เก็บตกจากวชิรวิทย์ | เที่ยวช่วยไทย “เชียงใหม่​อีกแล้ว!” ตามรอยละคร​ ฟอกปอดกลางป่า

"เมฆหมอกลอยเกลื่อนฟ้า" คือภาพจินตนาการที่ทำให้เราอยากเห็นสักครั้งในช่วงปลายฝนต้นหนาว

 การเดินทางไกล ถ้าไปคนเดียว ก็คงอยากให้ถึงเร็วๆแต่การเดินทางกับเพื่อนหลายคน การนั่งรถทัวร์​ แม้ใช้เวลายาวนานก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อ​ เพราะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่นานก็ข้ามคืนไปถึงเช้าอีกวันหนึ่งที่​ "จังหวัดเชียงใหม่" 

ขึ้นชื่อว่า​มาเที่ยว​ มีหลายรูปแบบ.. ให้นิยามว่าเที่ยวคือต้องไม่ใช่มาลำบากจนเกินไป​ เพราะการมาเที่ยวคือพักผ่อน​ ความสะดวกสบายก็คือเป้าหมาย ในการเดินทางครั้งนี้ 

นานมาแล้วที่เราไม่ได้นั่งรถแดงเวลามาเชียงใหม่ หลังมีโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล​ แต่ผลกระทบจาก covid-19​ งานข่าวที่ทำบ่งบอกว่า​ เศรษฐกิจฐานรากคือสิ่งสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งที่จะฟื้นฟูโดยกระตุ้นการบริโภคจากข้างใน​ ให้เม็ดเงินลงไปถึงคนท้องถิ่นจริงๆ รถแดงคันนี้แวะ สถานที่สำคัญต่างๆในเมืองเชียงใหม่ที่เราเลือกที่จะไป​ แม้เป็นสถานที่​ซ้ำๆ​ 

ไม่สามารถนับครั้งได้แล้วว่า​ ขึ้นมานมัสการพระธาตุดอยสุเทพไปทั้งหมดกี่ครั้ง​ เพราะเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มาบ่อย​ ทั้งมาทำงานและมาเที่ยวและครั้งนี้ก็เป็นการมาเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนกลุ่มนี้อีกครั้ง! 

ก่อนถึงพระธาตุดอยสุเทพ​ จะมีวัดหนึ่งชื่อ​ "วัดผาลาด" เป็นวัดเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าข้างทางขึ้น​ ที่นี่โด่งดังจากการใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละคร​ "รากนครา" เวอร์ชั่นล่าสุด ความสวยงามตามท้องเรื่องก็สมกับที่ถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำ​ เพราะบรรยากาศเหมือนย้อนเวลากลับไปเป็นร้อยๆปี

เจดีย์องค์เก่า ที่ถูกปกคลุมไปด้วยมอส เพราะอากาศชื้นและเย็น เป็นสิ่งที่หาชมได้ยาก และรู้สึกคลาสสิคที่สุด เหมือนกำลังรับบทตัวละครสักตัวหนึ่ง ที่เดินอยู่ในฉาก ของชีวิตจริง

นอกจากจะตามรอยละครแล้ว ยังตามรอยสถานที่ถ่ายรูปของดารานักแสดงด้วย! ภาพของดอกไม้สีจัด ตัดเข้ากับใบหน้าอันแหลมคมของนักแสดงหญิงชื่อดัง เป็นภาพจินตนาการที่เราจะเลียนแบบ นี่คือ​ "สวนลุงรน" อยู่ใน อ.แม่ริม​ เป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวหลายคน ที่จะมาถ่ายรูปให้ได้แบบนั้น​ (แม้จะไม่เหมือนมาก)​ แต่ความสวยของดอกไม้ ก็ทำให้เราดูอ่อนโยนขึ้น เกินไปจากความจริงเล็กน้อย!

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน​ เราต้องรีบขึ้นไปถึงที่พักซึ่งอยู่กลางป่าใน​ อ.เชียงดาวใกล้กับ​ "ดอยหลวง" ซึ่งเคยเป็นประเด็นข่าวในช่วงที่เกิด PM 2.5 ไฟไหม้ป่าทั้งดอย เราเคยมาเยือนที่นี่แล้ว​ สำหรับ​ #เก็บตกจากวชิรวิทย์​ เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง

บ้านพักหลังนี้ชื่อ​ "ระเบียงจำปา" อยู่ก่อนซึ่งปากทางเข้าหมู่บ้าน​แม่แมะ​ มองออกไปนอกระเบียงจะเห็นยอดของ​ "ดอยหลวงเชียงดาว" ไม่ต่างจากมองภูเขาไฟฟูจิ จะต่างก็เพียงแต่เปลี่ยนจากหิมะปกคลุม เป็นก้อนเมฆขาวโพลนรอยสวมหมวกบนยอดดอยแทน 

เพราะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศบริสุทธิ์ยังไม่มีฝุ่นควันไฟป่า ก็คิดไปพลางว่านี่เป็นอีกครั้ง ที่ได้สูดอากาศสะอาดอย่างสะดวก ช้าๆ ลืมว่าต้องกลับไปทำงานต่อในกรุงเทพฯ​ ไปได้ชั่วคราว​

ช่วงเวลากลางคืน​ ดูจะเดินไปเร็วกว่า​ กลางวัน กองไฟที่ถูกก่อขึ้นให้ความอบอุ่น แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว​ ที่อากาศหนาวถึงขีดสุด​ แต่อุณหภูมิ 18 องศาก็ทำให้เรา รู้สึกว่าต้องหาสิ่งรอบตัวมาคลุมเพื่อความอบอุ่น​ และแน่นอน Concept ของการมาเที่ยวทุกครั้ง​ ก็ไม่ต่างอะไรจากการเปลี่ยนที่กิน ที่นอน! 

เช้าวันรุ่งขึ้น​ มีโปรแกรมที่ชาวบ้านจะพาเดินไปในป่า ก่อนไปหวังลึกๆนึกว่าจะได้เจอจุดชมวิว​ แบบ​ 360​ องศาบนยอดเขา แต่ลืมนึกไปว่านี่คือ​ "ป่าชุมชน" คือป่ารกๆ​ ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ให้ชาวบ้านเก็บของป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย​ แต่ก็ควบคู่​ไปกับการอนุรักษ์​ป่าต้นน้ำ​ 

แม้จะมองไม่เห็นระบบนิเวศของสัตว์ป่า แต่จากความเขียวขจี​ และน้ำใสที่ไหลอยู่ตลอดเวลายืนยันได้ว่าเป็นพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำ​ ชั้น​ 1, 2​ ที่อุดมสมบูรณ์​ และ​มีส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตคนทั้งบนยอดดอย​ และปลายดอย 

เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่สายเดินป่า​แบบจริงจัง​ ในฐานะผู้มาเยือนและพักผ่อน กิจกรรม​นี้จึงเน้นเดินไปคุยไป​ ขำไป​ ยิ้มไป​ และภาพที่ได้จากการเดินป่ารก​ เดินไปถึงน้ำตกพร้อมกับเดินกลับมาถึงหมู่บ้าน​ก็รวมแล้วเกือบ​ 1,000​ รูป

เช้าอีกวัน​เรายืมมอเตอร์ไซค์ Honda Dream ของชาวบ้านขับไต่เนินเขา ขึ้นมาด้านบนเพื่อรอตักบาตรพระ พลันที่ลมหนาวปะทะหน้า ก็คิดเสมอว่า​ นี่แหละคือสิ่งที่ปรารถนาในบั้นปลายของชีวิต 

สายวันนั้นเองเราต้องกลับออกจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ แล้วเราจะไปเที่ยวกันต่อ

ยังคง Concept เดิมคือการตามรอยละคร​ "วัดป่าดาราภิรมย์" เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ถ่ายทำละคร​ "เพลิงพระนาง" ยังคงอัตลักษณ์ของล้านนาโบราณได้เป็นอย่างดี วันที่เราไปเป็นวันทอดกฐิน​ จึงได้มีโอกาสทำบุญร่วมกันกับชาวบ้านที่นั่น

กลับเข้ามาในใจกลางเมืองเชียงใหม่​ ครั้งนี้มีอีกสถานที่​ที่ต้องแวะเพิ่ม​ นั่นคือ ​"ซอยช้างหม่อย" อะไรทำให้ร้านจักสานเล็กๆ​ ที่อยู่หัวมุมถนน กลายเป็นสถานที่ที่วัยรุ่นต้องมาเช็คอินถ่ายรูป​ 

ทราบภายหลังว่ามีชาวจีน​ ซึ่งตอนนี้หายไปจากเมืองเชียงใหม่เพราะ covid-19 เคยมาถ่ายรูป ลงไอจีเอาไว้​ บริเวณนี้จึงกลายเป็น Street Art มีงานศิลปะบนกำแพง​ และมีวัยรุ่นจำนวนมากมาถ่ายรูปกับร้านจักสานธรรมดา​ ธรรมดา

แน่นนอนว่า! นี่ไม่ใช่การเดินทางครั้งสุดท้ายตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราจะเดินทางไปที่ไหนอีก ยังเป็นเรื่องให้ต้องลุ้น แต่เพื่อนหลายคนบอกว่าขอไปชม​ "ทะเล" บ้าง

ความคิดเห็น