เก็บตกจากวชิรวิทย์ | พลิกปมข่าว ตอน "ปฏิรูปอุดมศึกษา แก้จบใหม่ไร้งาน"
"ผลกระทบจากโควิด 19 ทำให้ตัวเลขผู้ว่างงานมีเพิ่มสูงขึ้น กลุ่มหนึ่งที่น่ากังวลก็คือบัณฑิตจบใหม่ แต่ปัญหาบัณฑิตจบใหม่ที่ไร้งานนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ภาวะแบบนี้มีเกิดขึ้นมาแล้วหลายปี จากการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน พอมาเจอผลกระทบจากโควิด 19 ก็เหมือนไปซ้ำเติมปัญหาเดิมให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น อาจจะเรียกว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างครบวงจร"
การส่งเสียบุตรหลานให้เรียนจบอย่างน้อยสุดระดับปริญญาตรี เป็นความหวังของครอบครัวในการการันตีว่าลูกจะได้งานทำ แต่แนวคิดแบบนี้อาจไม่เป็นจริง ในยุคเทคโนโลยีปั่นป่วน ผสมโรงกับการระบาดของโควิด 19
ทำให้ตัวเลขผู้ว่างงาน ในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลล่าสุดของ สํานักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสูงถึง 7 แสน 2 หมื่นคนในจำนวนนี้ จำแนกเป็นผู้ที่จบอุดมศึกษามากที่สุดถึง 2 แสน 8 หมื่นคน คิดเป็น ร้อยละ 40 ในจำนวนผู้ว่างานตอนนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือบัณฑิตจบใหม่ในปีการศึกษานี้ด้วย
เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของรัฐ บรรยากาศก็เป็นไปด้วยความชื่นมื่น มีผู้คนมาแสดงความยินดีกับบัณฑิตจบใหม่จำนวนมาก แต่ตัวบัณฑิตเองกลับมีความท้าทายว่าพ้นไปจากวันนี้ เส้นทางหน้าที่การงานจะเป็นอย่างไร
วันรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่ที่เสี่ยงไร้งาน
รุ่นน้องวิ่งโผลกอดรุ่นพี่ บัณฑิตจบใหม่ด้วยความดีใจ มีเพื่อนๆอีกหลายคน ที่ใช้โอกาสวันรับปริญญามาถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ถึงวันแห่งความสำเร็จ
4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยของ นที ยืนยงวัฒนากูล นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาภาพยนตร์ ที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเลือกด้วยความใฝ่ฝัน แต่ฉากของชีวิตจริงหลังจากนี้เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เมื่อสิ่งที่เรียนมา อาจไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
เช่นเดียวกับ ธนิดา แสงโสภณ นักศึกษานิเทศศาสตร์ สาขาวิชาวาทะศาสตร์ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในบริษัทเอกชนชั้นนำ แต่สถานการณ์โควิด19 ทำให้ยังไม่มีบริษัทไหน ที่จะเปิดรับตำแหน่งงานนี้ อีกทั้งเธอเองก็ยังพึ่งจบใหม่
แต่ธนิดา ยังมีทักษะอื่น ที่เชี่ยวชาญนั่นคือการเล่นดนตรีไทย ความรู้ส่วนนี้ทำให้เธอผันตัวเป็นครูสอนดนตรีไทยฟรีแล็กซ์ให้กับเด็กๆในช่วงที่ยังหางานประจำไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้ คือ แม่ของธนิดา ที่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าลูกอาจต้องตกงาน แต่ก็เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แม้อยากให้ลูกมีงานประจำที่มั่นคง แต่ในยุคนี้ มาลี ก็ยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลจะต้องมีมาตรการเชิงรุก ในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้
ผลกระทบจากภาวะบัณฑิตจบใหม่ที่เสี่ยงตกงาน อาจพอกพูนกลายเป็นปัญหาสังคม ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ หากตกอยู่ในภาวะว่างงาน นั่นหมายความว่าระบบเศรษฐกิจที่อาจต้องหยุดชะงักตามไปด้วย
จ่ายคนละครึ่ง รัฐ-เอกชน จ้างบัณฑิตใหม่
การประเมินตัวเลขคนว่างงานในช่วงสิ้นปี 2563 ต่อเนื่องไปจนสะสมไปจนถึงปี 2564 จากหลายสำนักประเมินคาดการณ์ตรงกันว่าจะมีคนไทยตกงานถึง 3 ล้านคนและมีบัณฑิตว่างงานกว่า 4 -5 แสนคน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเร่งแก้ปัญหานี้ ด้วยนโยบาย จ้างงานบัณฑิตจบใหม่เงินเดือน 15,000 บาท โดยรัฐ และ สถานประกอบการร่วมกันจ่ายคนละครึ่งถือเป็นการช่วยเหลือทั้งบัณฑิตจบใหม่ให้มีงานทำและผู้ประกอบการที่พึ่งฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ ระยะเวลา1 ปี ใช้งบประมาณ 23,000 กว่าล้านบาทรองรับบัณฑิตจบใหม่ประมาณ 220,000 อัตรา
จี้รัฐวางแผนผลิตบัณฑิตให้ชัดเจน
แต่ทางด้านของ อดีตกรรมการสภาการศึกษา และประธานจัดทำแผนศึกษาแห่งชาติ มองว่า ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะมีมาตรการพยายามดูดซับบัณฑิตตกงาน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จะต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ และในระยะยาวจะต้องปฏิรูปหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ให้มีแผนผลิตบัณฑิต ที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างชัดเจน
สังคมไทยทุกวันนี้ต้องการคนเก่งด้าน เศรษฐศาสตร์ เก่งด้านเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์ แต่คณะเหล่านี้ไม่ค่อยมีเด็กนิยมไปเรียนเพราะคิดว่าเรียนยาก สวนทางกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ที่มักเปิดสาขาวิชาขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการของนักศึกษาที่อยากเรียน แต่ไม่เพิ่มสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ในระยะยาวสถาบันการศึกษาจึงควรปฏิรูปเรื่องนี้ เพื่อให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนไป ที่ต้องการแรงงานทักษะใหม่ๆ เพิ่มขึ้น


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น