เก็บตกจากวชิรวิทย์ | พลิกปมข่าว ตอน "ระบาดวิทยา รับมือระบาดรอบ 2"
แม้ประเทศไทยจะมีโอกาสเกิดการระบาดระลอก 2 แต่การระบาดรอบนี้สังคมกลับพุ่งเป้าไปที่การควบคุมโรคอย่างไร ให้สามารถเดินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ เพราะที่ผ่านบอบช้ำอย่างหนักกับการล็อกดาวน์ หลายฝ่ายจึงเห็นตรงกันกันว่าต้องสื่อสารให้ชัด และเปิดเมืองบนฐานของความรู้ด้านระบาดวิทยา
สถาบันป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง ยืนยันว่าไทยมีโอกาสจะเกิดการระบาดรอบ 2 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากผู้ติดเชื้อในประเทศเมียนมา ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะต้องผ่านการคัดกรอง
29 ก.ย. 63 ไทยพีบีเอส มีเวทีสาธารณะโควิด-19 ระลอกใหม่ พื้นที่จะมีส่วนร่วมได้อย่างไร เริ่มต้นด้วยการ เปิดตัว Data visualization โควิด-19 ทำให้เห็นอะไรในระบบสุขภาพไทย ของเว็บไซต์ TheActive เพื่อชวนกันคิดและแสดงความเห็นว่า นโยบายด้านสาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจจะไปด้วยกันได้อย่างไร
ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องเดินควบคู่ไปกับการป้องกันโรค โดยไม่ต้องตระหนกตกใจ แต่สื่อสารให้ชัดว่าถ้าหากว่าพบผู้ติดเชื้อ 1 รายเจ้าหน้าที่จะมีกระบวนการควบคุมเชื้ออย่างไร ให้ความรู้ประชาชนเกิดความเข้าใจตรงกัน
และหนึ่งในความรู้ที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อรับมือกับการระบาดรอบ 2 ก็คือหลักการของระบาดวิทยา
เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา การตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด รายใหม่ในประเทศไทย หลังปลอดผู้ติดเชื้อมากว่า 100 วัน แม้ยังไม่สามารถสืบหาต้นตอของเชื้อได้ แต่ ทีมสอบสวนโรค โดยกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ก็พยายามสืบหากลุ่มเสี่ยงและเข้าสู่กระบวนการแยกกัก รวมถึงการตรวจ swab ได้เกือบ 1,000 คน และยังไม่พบว่ามีผู้ติดเชื้อรายอื่นเพิ่มอีก
ขั้นตอนเหล่านี้ ใช้องค์ความรู้ที่เรียกว่า งานระบาดวิทยา ซึ่งมีภารกิจสำคัญ คือ การทำหน้าที่เฝ้าระวังและตรวจจับการเกิดโรค สอบสวนสาเหตุ ควบคุมการระบาดในขั้นต้น แต่ก็ต้องยอบรับว่าเหล่านี้มีความท้าทายไม่น้อย
ถอดบทเรียนทีมสอบสวนโรค
ทันทีที่ได้รับการยืนยันว่า ผู้ต้องขังชาย 37 ปี อาชีพดีเจ ติดเชื้อโควิด-19 เมื่อต้นเดือนกันยายนเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นการพบผู้ติดเชื้อ ‘ในประเทศ’ ครั้งแรกในรอบ 100 วัน
‘ทีมสอบสวนโรค' จึงเร่งแกะรอยค้นหา “ต้นตอ” และพบจำนวนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงถึง 119 คนและผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ-ต่ำมาก 851 คน รวมตรวจหาเชื้อผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 970 คน ทั้งหมดให้ผลเป็นลบ ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19
กระบวนการข้างต้น, ใช้เวลาเพียง 5 วัน เป็นการค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อเชิงรุก (Active finding) ที่ต้องเร่งทำให้เร็วที่สุด และหาคำตอบให้ไว ว่าการพบผู้ติดเชื้อเพียง 1 คน นำมาสู่การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้ออีก 970 ได้อย่างไร ?
"แพทย์หญิงวลัยรัตน์ ไชยฟู" ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินควบคุมโรคโควิด-19 ของสธ. เปิดเผยถึงความท้าทายในการสอบสวนโรคผู้ป่วยเคสแรกที่มีการติดเชื้อภายในประเทศซึ่งไม่ทราบที่มา หลังจากประเทศไทยปลอดเชื้อมานานกว่า 100 วันว่า
เมื่อพบการยืนยันผู้ติดเชื้อจะต้องแยก ผู้สัมผัสใกล้ชิดออกเป็น 3 กลุ่มเพื่อติดตามหาผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ รวมทั้งหาต้นตอของการระบาด โดยแบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มเสี่ยงสูงที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อคือต้องเคยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ทำงานด้วยกัน หรือพูดคุยกันโดยไม่ป้องกันเกิน 5 นาที กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มเสี่ยงต่ำ คือพบเจอกันแต่มีการใส่หน้าการอนามัย (mask) ป้องกัน และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเสี่ยงต่ำมาก อาจจะอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่อาจจะไม่เจอกัน
“หากในอนาคตจำนวนผู้ติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้น การตามหาผู้สัมผัสใกล้ชิด ก็จะเหลือแต่เพียงกลุ่มที่เสี่ยงสูงเท่านั้น”
แต่ความท้าทายในการสอบสวนโรค ก็คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร บอกว่า บางส่วนเกรงว่าการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงจะทำให้เกิดผลกระทบทางธุรกิจ หรือถูกสังคมรังเกียจ
การพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ สะท้อนว่าภายในประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีผู้ติดเชื้อแบบไม่มีอาการหลงเหลืออยู่ อาจพบกรณีแบบนี้ได้อีก ประชาชนโดยทั่วไปจึงยังต้องตระหนักถึงมาตรการป้องกันโรค โดยเฉพาะการใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ ไม่อยู่ที่คนหนาแน่นมากนัก
อนาคตหากมีจำนวนผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การใช้เช็คอินไทยชนะ ที่ปัจจุบันเป็นการขอความร่วมมือก็จะเสนอให้ใช้เป็นมาตรการบังคับ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคและช่วยทีมสอบสวนโรคในการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ได้อย่างวงจำกัดและตรงจุดมากขึ้น
งานระบาดวิทยาที่ถูกวางรากฐานมาเกือบ 100 ปี ในไทย
ในปี 2548 กองระบาดวิทยา ได้เริ่มสร้าง ทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว หรือ SRRT จากบุคลากรสหวิชาชีพทางการแพทย์ระดับอำเภอ จังหวัด เขต และส่วนกลาง จำนวน 1,030 ทีมทั่วประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นเครือข่ายระดับตำบลครบทุกพื้นที่ โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล เป็นศูนย์กลางในการรับแจ้งข่าวสารเพื่อควบคุมและป้องกันโรคเชิงรุก
นพ.สุชาติ เจตนเสน ผู้ก่อตั้งกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในวัย 91 ปี คนไทยคนแรก ที่บุกเบิกงาน ระบาดวิทยา ในประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการควบคุมโรคพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งเป็นโรคระบาดสำคัญของไทยเมื่อ 70 ปีที่แล้วเรื่อยมาจนกระทั่งอหิวาตกโรค โรคไข้เลือดออก โรคเอดส์ และทุกวันนี้ก็ยังคงเฝ้ามองการระบาดของไวรัสโคโรน่า มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาถึงโควิด 19 เขาพบว่า ยิ่งรู้ต้นตอการระบาดได้เร็วแค่ไหน ก็จะสามารถหยุดโรคได้เร็วเท่านั้น
แต่ไทยมีแพทย์นักระบาดวิทยาภาคสนาม ทั้งหมด 183 คน กระจายอยู่ใน 45 จังหวัด นั่นหมายความว่ายังมีอีก 32 จังหวัด ที่ยังไม่มีแพทย์นักระบาดวิทยาภาคสนาม
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กำหนดให้มีหน่วยควบคุมโรคในระดับอำเภอทั่วประเทศ หรือ ทีม SRRT ซึ่งมีส่วนประกอบจาก อสม. 1 ล้านกว่าคน เครือข่ายนี้ทำให้การควบคุมโควิด -19 ราบรื่น เป็นระบบที่เข้มแข็งที่พยายามรับมือกับโรคโควิด-19 อยู่
ประเทศไทยได้วางรากฐานเกี่ยวกับงานระบาดวิทยา มาเกือบ 100 ปีแล้ว เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถรับมือกับการระบาดของ โควิด 19 ได้เป็นอย่างดีเพราะฉะนั้นจุดแข็งส่วนนี้จึงถูกนำมาใช้ ในการเปิดเมือง เปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้เดินต่อไปได้ บนความรู้ของการควบคุมโรค โดยไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ตื่นตัวกับมาตรการส่วนบุคคลในการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง.


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น