เก็บตกจากวชิรวิทย์ | ช่องโหว่ VIP เสี่ยงระบาดรอบ 2! (ชมคลิปวิเคราะห์)
การยกเว้นกลุ่มชาวต่างชาติ บางกลุ่มให้เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้หลายคนผวาการเกิดระบาดโควิดรอบ 2 แล้วก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะว่ากลุ่มที่ยกเว้นการกักตัว กลายเป็นกลุ่มที่ติดโควิค 19
วันนี้จึงต้องกลับมาดูมาตรการและช่องโหว่ของการควบคุมโรคจากต่างประเทศ กันอีกครั้งหนึ่ง
พูดถึงช่องโหว่ คงต้องมาตั้งต้นดูนะครับว่า เมื่อช่วงวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาที่เปิดให้ 6 กลุ่มชาวต่างชาติเข้ามามีใครบ้าง และหนึ่งในกลุ่มนี้ก็คือ แขกของรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ ที่เข้ามาได้กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ห้ามกักตัว
เราจะลองนำกลุ่มนี้มาเปรียบเทียบดูกับไทม์ไลน์ เคสที่เพิ่งเกิดขึ้นนะครับ
เคสแรกคือเคสทหารอียิปต์ กลุ่มนี้เมื่อเทียบกับ 6 กลุ่มที่แล้ว ไม่อยู่ในเงื่อนไขของ 6 กลุ่มเลย เพราะจะพูดถึงว่าเป็นแขกของรัฐบาลหรือไม่ ทางด้านของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมายืนยันว่าไม่ใช่ เป็นเพียงลูกเรือที่เข้ามาทำภารกิจเท่านั้น ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาภายนอก
ขณะที่กองทัพไทยก็ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับคณะทหารจากอียิปต์ ที่มาลงจอดที่อู่ตะเภา กองทัพอากาศ เพียงอนุญาตให้บินเข้าน่านฟ้าเพื่อจอดพักเป็นเวลา 1 วันเท่านั้น
ช่องโหว่จึงตกอยู่ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ ว่ามีมาตรการควบคุมชาวต่างชาติที่เข้ามาหรือไม่ อย่างไร เพราะปัจจุบันด่านควบคุมโรค ก็จะมีอยู่เพียง 2 แห่งคือที่สุวรรณภูมิ และดอนเมืองเท่านั้น
ส่วนอีกกลุ่มอีก เคสนึง ก็คือเคสของคณะทูตที่มีสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นเด็กวัย 9 ขวบที่ติดโควิค คณะทูตถืออยู่ในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องกักตัว
ส่วนนี้หากดูตาม ตามไทม์ไลน์ แล้วก็ได้มีการตรวจเชื้อโควิคจากประเทศต้นทาง แต่ไม่พบ อีกทั้งการกักตัวอยู่ในคอนโด ก็เป็นคำถามว่ากรณีนี้สามารถทำได้หรือไม่ เพราะไม่มีข้อกำหนดชัดเจน อาจต้องมีการรื้อเรื่องระบบการกักตัว อีกครั้ง ซึ่งวันนี้ทาง ศบค ก็รับจะนำไปทบทวนแล้วด้วย
ตอนนี้กระแสสังคมค่อนข้างจะตำหนิภาครัฐในการควบคุมโรค ที่ผ่านมาก็จะบอกให้ประชาชน การ์ดอย่าตก แต่ว่าสุดท้ายแล้วกลุ่มคนที่ปล่อยปละละเลยก็เป็นกลุ่มบุคคล VIP ซะเอง เรื่องนี้เป็นประเด็นอ่อนไหว มีข้อเสนอจากหน่วยงานไหน บ้างไหมคะ ในการปรับปรุงเรื่องนี้?
คงจะต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองกลุ่มคนเข้าประเทศกันใหม่ครับ นายกสมาคมอุรเวชช์ แห่งประเทศไทย มองว่าที่ผ่านมามาตรการควบคุมโรคนั้นมีความหละหลวม ถ้าจะลงละเอียดในทางปฏิบัติก็จะพบว่าจริงๆแล้ว มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งยังทำงานกันไม่บูรณาการมากพอ และยังขาดความคล่องตัว
ฟังแล้วก็น่าเป็นห่วง อาจต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์ มีความท้าทายอะไรบ้างในการควบคุมการระบาดของโรค?
เท่าที่ดูทั้ง 2 Case นะครับก็จะพบว่า เรื่อง การตรวจคัดกรอง covid จากประเทศต้นทางไม่ 100% ในกรณีนี้ เราโฟกัสที่เคสของคณะทูต ที่สมาชิกครอบครัว วัย 9 ขวบ ติด covid ถ้าดูจากไทม์ไลน์แล้วเนี่ย ปรากฏว่าเด็กคนนี้ก็ได้รับการตรวจจากต้นทาง แต่ไม่พบเชื้อ แล้วก็มาพบเชื้อในประเทศไทย นั้นหมายความว่าแม้จะระบุเงื่อนไขให้มีการตรวจ covid ประเทศต้นทาง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่พบเชื้อได้
ความท้าทายเรื่องนี้นะครับเห็นชัดเจนเพราะว่าเคยลงพื้นที่ไปทำข่าวที่ State Quarantine ที่มีการกักตัวคนไทย 14 วัน ขั้นตอนสำคัญในการกักตัวคือการตรวจหาเชื้อโควิดของคนที่เข้ามาอยู่ในความดูแล จะตรวจ ในทุกๆ 3 วันแรกรับและ 12 วันแรก คุณหมอที่ทำเรื่องนี้บอกว่า 3 วันแรก จะตรวจไม่พบเชื้อ ส่วนมากก็จะมาพบเจออีกทีในช่วงประมาณ 12-13 วันหลัง ซึ่งบางคนพบเชื้อแล้วก็ไม่มีอาการด้วย
แน่นอนครับว่าหลังจากนี้อาจจะต้องมีมาตรการตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุกกันให้มากขึ้น แต่สำคัญที่สุดนอกจากการหาผู้ป่วยเชิงรุกก็คือการเฝ้าระวังในการติดตามด้วยการให้ขอด้วยกันทุกคนจะใช้แอพพลิเคชั่นติดตาม ว่าไปยังพื้นที่ไหนยังไง
อย่างเช่น ไทยชนะ ซึ่งถ้าหากว่าทุกคนใช้ App นี้ แล้วมีใครสักคนนึงที่เกิดเป็นผู้ติดเชื้อขึ้นมา การควบคุมสถานที่ หรือว่าการสกัดการระบาดของโรค จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่คำถาม ก็คือว่าทุกวันนี้ไทยชนะเราใช้กันมากแค่ไหน จริงจังมากแค่ไหน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือ การระบาดรอบ 2 ด้วยครับ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น