เสียงปืนหยุด แต่เศรษฐกิจชายแดนอีสานใต้ ยังไม่เดิน | เก็บตกจากวชิรวิทย์
แม้เสียงปืนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาจะเงียบลงแล้ว และชาวบ้านจำนวนมากเริ่มทยอยกลับบ้านหลังวันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่ความเงียบสงัดยังปกคลุมตลาดช่องจอม และรอยร้าวทางเศรษฐกิจยังเห็นชัดในทุกครัวเรือน
สิ่งที่เกิดขึ้นในสุรินทร์-ศรีสะเกษ ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็น “กระจก” สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจชายแดนไทย ที่ต้องพึ่งพาความสงบเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ลงพื้นที่ช่วง 4-8 สิงหาคม 2568 ได้สำรวจวิถีชีวิตของผู้คน ผู้ค้า เกษตรกรตามแนวชายแดน และสัมภาษณ์หอการค้าทั้ง จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษ วิเคราะห์เจาะลึกว่า หลังจากนี้เศรษฐกิจชายแดนจะปรับตัว ไปต่อ อย่างไร
1. สำรวจตลาดสดช่องจอม จ.สุรินทร์
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบเหงาของตลาดชายแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ที่เคยคึกคักด้วยสินค้าจากทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา วันนี้ (6 ส.ค. 68) เหลือเพียงแผงค้าบางตา แต่ร้านของ “นิวัฒน์ จอมคำสี” ซึ่งขายของสดสินค้าทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ยังคงเปิดขายท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติ หลังเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
![]() |
| นิวัฒน์ จอมคำสี |
“ผมเปิดร้านตั้งแต่วันที่ 24 เลยครับ เพราะพี่ทหารไม่มีอะไรจะกิน ผมก็เลยเปิดไว้เผื่อเค้าจะได้มีของใช้ของกินบ้าง”นิวัฒน์ กล่าว
แม้จะรู้ดีว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย แต่เขาก็เลือกอยู่ต่อ เพราะลูกค้าหลักในตอนนี้ คือทหารและชาวบ้านบางส่วนที่ยังไม่อพยพ “กลัวก็กลัวครับ แต่ก็อยู่ไปวัน ๆ รายได้ก็ไม่ได้มากอะไร อยู่แบบนี้ก็เพื่อประคองร้านไว้ก่อน ของก็ลดลง ซื้อแค่ที่จำเป็น”
![]() |
| ตลาดสดช่องจอม |
ตลาดแห่งนี้ เคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนสองฝั่งแดน ทั้งชาวไทยและกัมพูชา นิวัฒน์ เล่าว่าเมื่อก่อนตลาดตรงนี้คึกคักมาก ของจากฝั่งกัมพูชาก็มีพวกผักป่า เห็ด หอย ส่วนของไทยเราก็มีของสด ลูกชิ้น หมู ไก่ ผลไม้พวกมะม่วง ข้าวโพด ฝั่งโน้นก็มาซื้อไปขายต่อเป็นประจำ โดยเฉพาะวันพุธกับวันเสาร์จะเยอะเป็นพิเศษ
“แต่ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.เป็นต้นมา ทุกคนก็อพยพกันหมด เหลือไม่กี่ร้าน ส่วนผมก็นอนอยู่บังเกอร์โรงเรียนช่วงที่เสียงปืนดัง แล้วก็กลับมานอนที่บ้านในหมู่บ้านนี้”
แม้รายได้จะลดลง 10-20 เท่าตัว แต่เขายืนยันว่าไม่คิดจะเลิกขายในตอนนี้ “อยากให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเดิมครับ เพราะตอนนี้มันกระทบหนัก ถ้ายังเปิดไม่ได้ก็คงต้องมองหาทางอื่นไว้เหมือนกัน”
![]() |
| แม่ค้าชาวไทย ตลาดสดช่องจอม |
ในตลาดเดียวกัน ยังมีแม่ค้าชาวไทยที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการอพยพ หลังต้องหนีไปอยู่กรุงเทพฯ ร่วม 2 สัปดาห์ เธอบอกว่า ก่อนหน้านี้ขายทุเรียนอยู่แผงนี้ แต่พอเกิดเหตุ ก็หนีไปอยู่รังสิต กรุงเทพฯ เพิ่งกลับมาได้ 3 วัน เพราะไม่รู้จะไปไหน ”หนูเป็นคนจันทบุรี แต่ย้ายมาอยู่ที่นี่มาขายผลไม้มาจะ 2 ปีแล้ว”
“อยากให้ตลาดเปิดเหมือนเดิมค่ะ เพราะลูกค้าฝั่งกัมพูชาเยอะ ถ้าด่านเปิด เขาก็จะมารับทุเรียน มังคุด ไปขายเหมือนก่อน”
แม้จะอยู่กันคนละฝั่งแดน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าและลูกค้ากัมพูชายังแน่นแฟ้น “หนูไม่ได้มีปัญหาอะไรกับลูกค้าฝั่งโน้นเลยนะคะ เจอกันก็คุยกันตามปกติ เราเป็นแม่ค้าเหมือนกัน… ส่วนเรื่องรบก็รบไป เราก็อยากให้สงบเร็ว ๆ จะได้กลับมาทำมาหากินได้เหมือนเดิม” แม่ค้าผลไม้รายหนึ่งกล่าว
เช่นเดียวกับ นิวัฒน์ที่บอกว่า “ลูกค้ากัมพูชาก็ยังโทรมาถามครับว่าสถานการณ์เป็นไงบ้าง เขาก็เป็นห่วงเรา เราก็เป็นห่วงเขา เพราะเป็นลูกค้าเจ้าประจำกัน”
ไม่ไกลจากตลาดสดช่องจอม โครงสร้างคอนกรีตเปลือยที่ยังไม่แล้วเสร็จ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบ เป็นโครงการอาคารพาณิชย์ที่เคยถูกออกแบบให้รองรับร้านค้าชายแดน โดยมีเป้าหมายยกระดับตลาดท้องถิ่นให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด
ทว่าภาพฝันนั้นหยุดชะงักลงพร้อม ๆ และการถอนตัวของแรงงานก่อสร้างชาวกัมพูชา หลังความตึงเครียดบนแนวชายแดนปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
อาคารเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หยุดนิ่ง แต่ยังสะท้อน “ต้นทุนความไม่แน่นอน” ของพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงนอกเหนือการควบคุมของชาวบ้านและผู้ประกอบการ
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่เพียงปิดกั้นการค้าขาย แต่ยังแช่แข็งการพัฒนาและแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว ด้วยความหวังว่า เส้นแบ่งพรมแดนจะกลับมาเป็นพื้นที่แห่งโอกาส มากกว่าภัยคุกคามที่ทำให้การลงทุนต้องชะงักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
2. ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อครอบครัว เมื่อคนจนต้องอพยพซ้ำซ้อน
นางยอด ลายตีเงิน อายุ 55 ปี ชาวบ้านจากหมู่ 1 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จนต้องอพยพเข้ามาพักในศูนย์อพยพของรัฐ พร้อมกับครอบครัวและเพื่อนบ้านอีกจำนวนหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ นางยอดและสามีทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง และรับจ้างทั่วไป โดยสามีของเธอรับจ้างขนส่งวัสดุก่อสร้างตามร้านค้า ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท รายได้แม้ไม่มากนัก แต่ก็พออยู่ได้แบบพอเพียง
“เราก็แค่ทำนาทำไร่ ปลูกมัน สามีก็รับจ้างส่งของ พอมีพอกิน ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็ไม่เดือดร้อนเหมือนตอนนี้”
แต่การอพยพครั้งนี้กลับทำให้ชีวิตของเธอและครอบครัวสะดุดลงทันที ข้าวที่เพาะปลูกไว้ยังไม่ได้ดูแล น้ำฝนก็ยังไม่ตก ไม่มีการใส่ปุ๋ยหรือตัดหญ้า ขณะที่หนี้สินจากเงินกู้ ธ.ก.ส. ยังคงหมุนเวียนอยู่ทุกปี
“ปีนี้ไม่รู้จะได้เกี่ยวข้าวไหม เพราะมาอยู่ศูนย์ก็ไม่ได้กลับไปดูนา ปลูกไว้แล้วแต่ไม่ได้ดูแลเลย คงไม่ได้ผลเท่าไหร่ ถ้าได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี ปีที่แล้วก็แล้ง ปีนี้ก็ยังไม่มีฝน”
เมื่อถามถึงรายได้ในช่วงที่อพยพ เธอบอกว่าแทบไม่มี ทุกอย่างหยุดชะงัก รายได้จากการรับจ้างและเกษตรกรหายไปหมด ในขณะที่ยังต้องใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหารและของใช้จำเป็นที่แม้ทางรัฐจะช่วยเหลือบางส่วน แต่ก็ไม่เพียงพอ
“ตอนนี้ไม่มีรายได้เลยค่ะ รายได้ที่เคยมีจากรับจ้างก็ไม่มี ทำนาก็ทำไม่ได้ อยู่ศูนย์แบบนี้มันก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน”
นอกจากความไม่มั่นคงด้านเศรษฐกิจ ชีวิตในศูนย์อพยพยังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพ นางยอดเล่าว่า เริ่มมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในศูนย์มากขึ้นตั้งแต่วันที่ 2–3 สิงหาคมที่ผ่านมา และมีการแยกผู้ป่วยออกไปอยู่ตึกอีกฝั่งหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันก็มีการแจกหน้ากากอนามัยให้กับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ เพื่อควบคุมการระบาด
“เริ่มมีคนเป็นไข้เมื่อสองสามวันก่อน หมอก็แยกคนป่วยไปอยู่อีกตึก ตอนนี้ก็มีคนเริ่มไอ เริ่มเป็นไข้กันเรื่อย ๆ แล้วก็แจกแมสให้ใส่กันไว้ก่อน บางคนก็อาเจียน ท้องเสีย เพราะห้องน้ำไม่สะอาดเท่าไหร่”
เธอบอกว่า แม้สภาพจะไม่สบายเท่าไร แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกอึดอัดที่สุดคือความไม่แน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะให้กลับบ้านได้เมื่อไหร่
“ตอนแรกเขาบอกว่าจะพิจารณาวันที่ 4–5 ว่าจะกลับได้ไหม พอถึงเวลาก็เลื่อนไปเป็นวันที่ 7–8 อีก ไม่มีอะไรแน่นอนเลย คนที่กลับไปก็ถูกไล่กลับมาอีก ไม่มีใครอยู่ที่บ้านได้ เขาไล่ออกมาหมด”
เมื่อถามว่าอยากกลับบ้านไหม นางยอดตอบทันทีว่า “อยาก” เพราะไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งร้อน ทั้งไม่สบาย และยังต้องกังวลเรื่องปากท้อง แต่ก็เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัย และเธอเองก็ไม่กล้าเสี่ยงกลับไปก่อน
“ก็อยากกลับบ้านอยู่แล้ว ใครอยากอยู่แบบนี้ ไม่มีหรอก แต่มันยังกลับไม่ได้ เพราะเขายังไม่ให้กลับ กลัวไม่ปลอดภัย แล้วกลับไปก็อยู่ไม่ได้ เขาก็ไล่กลับมาอีก”
ชีวิตของนางยอดและครอบครัวสะท้อนความเปราะบางที่เกิดขึ้นกับคนจนในพื้นที่ชายแดนได้อย่างชัดเจน ความยากจนที่มีอยู่เดิมกำลังถูกสถานการณ์ความไม่สงบ “ซ้ำเติม” ให้ยิ่งลำบากขึ้นไปอีก โดยไม่มีใครตอบได้ว่า… จะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะกลับไปเริ่มต้นชีวิตเดิมได้อีกครั้ง
นางสาวกิ่งกมล ตาลหอม วัย 49 ปี หนึ่งในชาวบ้านจากตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังเกิดความตึงเครียดจากสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
แม้เวลาจะผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้ว แต่เธอและครอบครัวยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในบ้านของตนเองได้ เพราะบ้านของเธอตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงใกล้แนวเขตปะทะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารยังอยู่ระหว่างเก็บกู้ระเบิดและกระสุนคงค้าง
“ผู้ใหญ่บ้านกำนันเขายังไม่ให้กลับค่ะ เพราะยังไม่ปลอดภัย มีการเก็บลูกระเบิดกันอยู่ในพื้นที่ เขาก็บอกให้รอก่อน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะกลับได้เมื่อไหร่เลย”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอได้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิง 2 แห่ง ล่าสุดเพิ่งย้ายมาวัดในอำเภอใกล้เคียงเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เนื่องจากจุดเดิมถูกปรับให้กลับมาใช้เป็นโรงเรียน เธอยอมรับว่า แม้จะได้รับการดูแลจากหน่วยงานรัฐ แต่ชีวิตในศูนย์พักพิงก็ไม่ง่าย และที่สำคัญคือเศรษฐกิจครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“ก่อนหน้านี้ก็ทำเกษตรค่ะ เลี้ยงวัว ปลูกข้าว กรีดยาง แล้วอยู่ดี ๆ ต้องทิ้งหมดเลย วัวก็ขายไม่ได้ ข้าวก็ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ยางก็ไม่ได้กรีด เพราะเสียงปืนเสียงระเบิด ใครจะกล้าทำเต็มที่”
สิ่งที่เธอห่วงที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่เป็นความอยู่รอดของครอบครัว ลูกหลานต้องกินต้องใช้ แม้จะอยู่ในศูนย์พักพิงก็ยังต้องใช้เงินซื้ออาหาร ขณะที่รายได้หลักจากการทำเกษตรหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง
“ลูกก็ต้องกิน ตัวเองก็ต้องกิน เงินไม่มีเพราะงานก็ทำไม่ได้ เราก็ต้องหาทางออกเอง บางทีก็ต้องแอบกลับไปให้น้ำวัว ไปดูข้าวแปลงนา เหมือนเข้า ๆ ออก ๆ ซ่อน ๆ กลัวแต่ก็ต้องไป เพราะถ้าไม่ไปก็ไม่มีจะกิน”
แม้เธอจะอยากกลับบ้านมากแค่ไหน แต่ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่ชัดเจน และคำเตือนจากผู้นำชุมชนว่า หากฝ่าฝืนคำสั่งแล้วมีเหตุรุนแรงอีก อาจไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าสู่ศูนย์อีก จึงต้องจำใจรอ
“ถ้ากลับไปตอนนี้ แล้วมันเกิดเหตุอีก เราจะเข้ามาพักที่ศูนย์อีกก็ไม่ได้แล้วนะ เขาบอกอย่างนี้ เราก็ต้องฟังเขาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย แล้วค่อยกลับ”
เธอย้ำว่า ความไม่มั่นใจในสถานการณ์ เป็นสิ่งที่กัดกินใจชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างเธอมากที่สุด เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าสถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ และหากกลับไปแล้วเกิดเหตุซ้ำซ้อน จะมีใครรับผิดชอบ “บอกตรง ๆ ว่าใจยังไม่มั่นใจค่ะ ถ้านายใหญ่สั่งว่า ‘กลับได้’ ก็จะกลับเลย ไม่กลัว แต่ตอนนี้เขายังไม่ให้กลับ เราก็ต้องรอ”
ในท้ายที่สุด เมื่อถามว่าคิดถึงบ้านไหม กิ่งกมลตอบพร้อมน้ำตาซึมว่า คำถามนี้เธอไม่อยากตอบ เพราะทุกคนที่อพยพออกมา “คิดถึงบ้านทั้งนั้น” แต่ก็พูดออกมาตรง ๆ ไม่ได้ เพราะมัน “เจ็บ”
“ถ้าเว้าว่าอยากกลับบ้าน มันสิซึ้งเลยเอื้อย มันโดนใจ มันเจ็บ… ยิ่งเห็นวัว เห็นบ้าน เห็นที่นา ที่เฮาเคยเฮ็ดไว้ มันยิ่งอยากกลับ แต่ก็กลับบ่ได้”
3. เจาะธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ได้รับผลกระทบ
เสียงจากผู้ค้าปลีก “เติมของใส่ร้าน แต่ไม่รู้จะขายได้ไหม”
นายวิษณุกร ขันโมลี อายุ 60 ปี ชาวบ้านตำบลโคกกลาง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของร้านของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เล่าว่า แม้สถานการณ์ดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงหนักหน่วง โดยเฉพาะในระดับครัวเรือนรายย่อย
“หลังจากกลับมาจากที่อพยพ ก็พยายามเปิดร้านเหมือนเดิม ไปซื้อของมาเติมเต็มตู้ เตรียมพร้อมไว้เผื่อคนในหมู่บ้านต้องการของใช้” เขาเล่า แต่ก็กังวลว่า “เปิดร้านแล้ว ก็ไม่รู้จะขายได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้คนไม่มีเงินจะซื้อ ไม่มีรายได้ รายจ่ายมีแต่รายรับไม่มี มันต่อกันเป็นลูกโซ่”
พื้นที่นี้มีอาชีพหลักคือกรีดยาง แต่เมื่อสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด หลายคนไม่กล้าออกจากบ้าน บางคนยังไม่กลับจากศูนย์อพยพ รายได้จากการกรีดยางจึงหยุดชะงัก ส่งผลกระทบถึงกำลังซื้อในชุมชน “ผมก็เข้าใจนะว่าเขาไม่มีจะซื้อ ต่อให้ร้านเปิด ของก็วางอยู่เฉย ๆ มันสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนลำบากจริง ๆ” เขากล่าว
นอกจากรายได้หาย ความมั่นใจก็ยังไม่กลับมาเต็มที่ “ถึงจะได้กลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ยังไม่วางใจ เตรียมรถเผื่อไว้ตลอด เดี๋ยวต้องหนีกันอีก” เสียงของลุงวิษณุกร คือหนึ่งในภาพสะท้อนของเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุปะทะจะหยุดลงชั่วคราว แต่รอยร้าวทางเศรษฐกิจกลับยังคงชัดเจน
“ตอนนี้แค่หวังให้สงบ จะได้ทำมาหากินได้เหมือนเดิม ชีวิตคนบ้านนอกไม่ได้ต้องการอะไรมาก ขอแค่ไม่ต้องวิ่งหนี ไม่ต้องกลัวเสียงปืนก็พอแล้ว” เขาทิ้งท้าย
เสียงจากผู้ค้าส่งชายแดน “ลูกค้าหาย ของยังอยู่ รายได้ลดลงทันที 30%”
พลัฏฐ์ โชติอัครธรรศ ผู้บริหารหนุ่มจากบริษัท เดอะวัน ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ร้านค้าส่งของใช้และสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ใน จ.สุรินทร์ เล่าว่า แม้ธุรกิจค้าส่งของเขาจะไม่ได้พึ่งพาตลาดกัมพูชาโดยตรง แต่แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ชายแดนก็ทำให้ยอดขายตกลงทันตา
“ก่อนหน้านี้ลูกค้าฝั่งกัมพูชาจะข้ามมาเดินซื้อของเป็นประจำ บางคนมาไลฟ์สดขายของกันในร้านผมเลย แล้วซื้อกลับไปขายต่อ แต่ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ลูกค้าหายไปเกือบหมด”
แม้กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นร้านค้ารายย่อยในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย แต่เมื่อฝั่งโน้นหยุดเดินทาง รายย่อยฝั่งไทยก็หยุดซื้อเช่นกัน เพราะไม่มีตลาดรองรับ “ยอดขายหายไปทันทีประมาณ 30% ต้องอาศัยคนในพื้นที่ที่ยังพอมีรายได้ หรือพวกที่มาซื้อของไปบริจาคช่วยบ้างเล็กน้อย”
เขาอธิบายว่า ร้านค้ารายย่อยตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจพื้นที่ หลายร้านทำงานแบบ “เงินหมุนวันต่อวัน” มีทุนไม่มาก หากขาดรายรับเพียงไม่กี่วัน ธุรกิจก็อาจหยุดชะงัก “บางร้านทุนหมุนแค่หลักหมื่น พอของขายไม่ได้ เขาก็ต้องหยุดซื้อ ต้องเปลี่ยนอาชีพ หรือหาอย่างอื่นทำเพื่อเอาตัวรอด ผลกระทบจึงเป็นลูกโซ่”
แม้บริษัทของเขาจะมีฐานลูกค้าในประเทศเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามข่าวสารและสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน ได้ส่งผลต่อบรรยากาศการค้าโดยรวม “ตอนนี้คาดการณ์อะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ คนในพื้นที่ก็ยังหวาดระแวง มีการห้ามเข้าออกบางพื้นที่อยู่ตลอด”
เมื่อถูกถามถึงบทเรียนและการปรับตัว พลัฏฐ์ตอบว่า การเป็นผู้ประกอบการต้องไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และภาครัฐควรเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด
“เรื่องนี้เกินกว่าที่เอกชนจะควบคุมได้แล้ว รัฐบาลต้องจัดการให้ชัด อย่าปล่อยให้ยืดเยื้อ เพราะคนที่รับผลกระทบจริงๆ คือลูกค้ารายย่อยและชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต” ในขณะที่การปะทะอาจเกิดขึ้นชั่วคราว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับยืดเยื้อกว่ามาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ชีวิตผู้คนผูกติดกับความสงบและการค้าขายเป็นหลัก
4. สัมภาษณ์ ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์
นายวิรัตน์ เศรษฐวิพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ เล่าถึงบรรยากาศการค้าขายชายแดนไทย–กัมพูชาในอดีต โดยเฉพาะในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชายแดนคึกคักอย่างมาก
“ก่อนโควิด ชายแดนสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณด่านช่องจอม มีรถทะเบียนกัมพูชาเข้ามาจำนวนมาก คนจากฝั่งโน้นเดินทางเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล ซื้อสินค้า และท่องเที่ยว ภาคบริการฝั่งไทยเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งโรงพยาบาล คลินิกทันตกรรม ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงธุรกิจอพาร์ตเมนต์ที่ผุดขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าต่างชาติ”
การจับจ่ายใช้สอยของชาวกัมพูชาไม่เพียงจำกัดแค่สินค้าทั่วไป แต่ยังรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้า มีการติดป้ายภาษากัมพูชาในหลายร้านค้า และว่าจ้างแรงงานจากฝั่งกัมพูชามาช่วยให้บริการ รองรับลูกค้าชาวต่างชาติอย่างจริงจัง
“ขับรถไปตามถนนก็เห็นทะเบียนกัมพูชาเต็มไปหมด สินค้าจากฝั่งไทย ไม่ว่าจะเป็นของใช้หรืออาหารสด ต่างก็ได้รับความนิยมมาก”
จากโควิดถึงความตึงเครียดชายแดน จากคึกคักสู่เงียบงัน
ภายหลังการระบาดของโควิด-19 นายวิรัตน์ระบุว่า แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่การค้าชายแดนก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่
“หลังโควิด จำนวนลูกค้าชาวกัมพูชากลับมาแค่ประมาณ 50–60% ของช่วงก่อนหน้านั้น ยังไม่ฟื้นเต็มร้อย”
กระทั่งเกิดเหตุความตึงเครียดบริเวณชายแดนในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการค้าขายที่เริ่มฟื้นตัวก็ค่อยๆ เงียบลงอีกครั้ง
“รอบนี้หนักเลยครับ หายไปเกือบ 100% ทั้งกลุ่มลูกค้าและรถขนส่ง ทุกอย่างหยุดหมดแบบกะทันหัน”
ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวส่งตรงมายังภาคธุรกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการในเขตด่านชายแดน เช่น ตำบลด่าน ช่องจอม และอำเภอกาบเชิง ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดน
“กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือผู้ประกอบการที่ขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภคไปกัมพูชา กับกลุ่มเกษตรกรที่ส่งออกไก่สด – ซึ่งปกติสุรินทร์ส่งไก่ไปฝั่งโน้นถึงเดือนละ 700,000 ตัว แต่ตอนนี้ทุกอย่างหยุดหมด”
สุรินทร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนในกลุ่ม 4 จังหวัด
นายวิรัตน์ย้ำว่า หากเปรียบเทียบระหว่าง 4 จังหวัดชายแดนภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จังหวัดสุรินทร์ถือว่ามีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุด
“เรามีศักยภาพสูงสุดในด้านการค้าชายแดน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะรายย่อยหรือรายใหญ่ก็ได้รับผลกระทบ เพียงแต่อาจต่างกันในระดับความรุนแรง รายใหญ่พอจะประคองได้บ้าง แต่รายย่อยจำนวนมากได้รับผลเต็ม ๆ”
ย้อนอดีตนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”
เมื่อย้อนกลับไปในช่วงที่มีนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” นายวิรัตน์บอกว่า เป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจชายแดนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการยกระดับด่านช่องจอมจากด่านชั่วคราวเป็นด่านถาวร พร้อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
“เมื่อก่อนทางเข้าช่องจอมเป็นถนนลูกรัง เข้าออกลำบาก แต่พอเปิดด่านถาวร มีการสร้างถนนเชื่อมต่อ ระบบโลจิสติกส์ก็ดีขึ้นมาก ทำให้ค้าขายคล่องตัว ผู้คนเดินทางสะดวก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เอื้อต่อเศรษฐกิจโดยตรง”
สินค้าไทยเป็นที่นิยมในกัมพูชา ทั้งในแง่คุณภาพและความเชื่อมั่น ส่งผลให้เศรษฐกิจในตัวเมืองสุรินทร์เติบโตตามมาอย่างต่อเนื่อง
“อยากให้กลับมาเหมือนเดิม”
ท้ายที่สุด นายวิรัตน์สะท้อนว่า ในฐานะผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่มานาน เขาอยากเห็นสถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพราะ “เศรษฐกิจชายแดน” คือหัวใจของคนในพื้นที่จำนวนมาก
“จังหวัดที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมมีความได้เปรียบทางการค้า แต่ถ้าด่านปิด หรือความตึงเครียดยืดเยื้อ มันไม่ใช่แค่ค้าขายหยุด แต่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งจังหวัดเลยครับ”
เมื่อถามถึงความแตกต่างของสถานการณ์ชายแดนในอดีต เช่นช่วงกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร นายวิรัตน์ระบุว่า แม้จะมีความตึงเครียดอยู่บ้างในช่วงนั้น แต่สถานการณ์ไม่หนักเท่าครั้งนี้ และไม่ได้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อกิจกรรมการค้าชายแดนเท่ากับปัจจุบัน
“ตอนเขาพระวิหารเป็นคนละบริบทครับ ความไม่มั่นคงตอนนั้นอยู่ฝั่งศรีสะเกษ และการค้าก็ยังดำเนินได้บ้าง แต่รอบนี้ เหมือนทุกอย่างหยุดหมด ภาคเอกชนก็ได้แต่หวังว่าจะคลี่คลายโดยเร็ว เพราะถ้ายิ่งนาน จะยิ่งกระทบลึกและกว้างขึ้นไปอีก”
แนะพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ลดความรุนแรง-ผลกระทบไม่คุ้มค่า
“ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในปี 2554 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สุรินทร์ ตอนนั้นเหตุการณ์จบลงภายในเวลาไม่กี่สิบวัน
มีการลงนามบันทึกข้อตกลง MOU 43 ทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้ความรุนแรงและผลกระทบดูเหมือนจะลากยาวและกว้างขวางกว่าเดิมมาก” นายวิรัตน์กล่าว
โดยเฉพาะการสู้รบที่ขยายวงจากชายแดนสู่เขตตัวอำเภอและตัวเมืองสุรินทร์ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตระหนกอย่างมาก
มีข่าวลือเกี่ยวกับการยิงจรวดเข้าเมืองซึ่งยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวในชุมชน
“ผมคาดเดาไม่ได้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการเจรจาอย่างสันติวิธี ที่ไม่ทำให้เราเสียเปรียบและสามารถกลับมาดำเนินชีวิต ทำมาค้าขายกันได้ตามปกติ” เขากล่าว
นายวิรัตน์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจชายแดนที่สุรินทร์พึ่งพาอยู่มาก หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะทำให้ตลาดการค้าชายแดนซบเซา สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งออกไปยังฝั่งกัมพูชาจะสูญเสียช่องทางตลาด และหากคู่ค้าเปลี่ยนไปพึ่งพาประเทศอื่น เช่น ลาว หรือเวียดนาม เศรษฐกิจชายแดนของสุรินทร์ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก
เมื่อถูกถามถึงความคุ้มค่าของการแลกเปลี่ยนระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางชายแดน นายวิรัตน์กล่าวว่า
“สำหรับผมแล้ว มันคือเรื่องของความมั่นคงของชาติ เราไม่สามารถยอมเสียดินแดนหรือความมั่นคงไปได้ แม้ว่าจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต้องแลกก็ตาม การปิดชายแดนถาวร หรือสร้างกำแพงกั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีต้นทุนและผลกระทบตามมา รัฐบาลจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ชัดเจน หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น”
เขายังฝากข้อคิดถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนในระยะยาวว่า ถ้าสุรินทร์สามารถพัฒนาการค้าชายแดนจนกลายเป็นเมืองชายแดนที่มีความเจริญเติบโตสูง จะช่วยลดความรุนแรงและความขัดแย้งได้มากขึ้น เพราะเมื่อมูลค่าการค้าสูงขึ้น ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องก็จะมากตาม และฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรง
“ดูอย่างแม่สอดเป็นตัวอย่าง ถ้าเมืองชายแดนเจริญมาก คนมาอยู่รวมกันหนาแน่น การสู้รบจะเกิดขึ้นยาก เพราะความเสียหายจะมากและไม่คุ้มค่า แต่พื้นที่อย่างสุรินทร์ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่ จึงยังเกิดความขัดแย้งง่ายกว่า”
นายวิรัตน์สรุปว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะท้าทาย แต่หากรัฐบาลและภาคธุรกิจท้องถิ่นร่วมมือกันพัฒนาและเชื่อมโยงการค้าชายแดนอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงของความขัดแย้งในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
5. สัมภาษณ์ หอการค้า จ.ศรีสะเกษ
นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้หอการค้าจะมักถูกมองว่ากังวลเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าใจดีว่า “เศรษฐกิจเดินไม่ได้ หากประเทศไม่มั่นคง”
“เวลามีคนมาสัมภาษณ์หอการค้า มักจะเน้นเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจว่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ภาพที่ออกไปกลับไม่สะท้อนว่า เอกชนเองก็ห่วงเรื่องความมั่นคง เพราะมันคือฐานสำคัญของเศรษฐกิจเช่นกัน” นายรัฐวิทย์กล่าว
ศรีสะเกษ พรมแดนยุทธศาสตร์กับกัมพูชา
พื้นที่ชายแดนที่สำคัญของศรีสะเกษมี 2 แห่ง ได้แก่
• ด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ เป็นด่านถาวรที่ใช้ในการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำผลไม้ สบู่ ยาสีฟัน และเครื่องจักรทางการเกษตร มูลค่าการค้าชายแดนที่ด่านแห่งนี้อยู่ระหว่าง 1,500 – 1,900 ล้านบาทต่อปี
• บริเวณผามออีแดง ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร และจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่หลังจากเหตุพิพาทเมื่อปี 2554 ทางขึ้นปราสาทถูกปิดจนถึงปัจจุบัน
ล่าสุด แม้เหตุการณ์ปะทะจะเกิดขึ้นบริเวณใกล้เขาพระวิหาร แต่ ด่านช่องสะงำ ซึ่งเป็นจุดผ่านสินค้า ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทว่าเนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอน ทำให้มีการสั่งระงับการสัญจรชั่วคราว
“แม้ด่านจะยังปลอดภัย ไม่มีการปะทะโดยตรง แต่ความไม่แน่นอนทำให้ไม่สามารถดำเนินการค้าชายแดนได้ตามปกติ สินค้าหลายประเภทเป็นสเปกเฉพาะของตลาดกัมพูชา พอรู้ว่าตลาดฝั่งโน้นมีปัญหา ผู้ประกอบการก็เริ่มชะลอการสั่งซื้อ” นายรัฐวิทย์กล่าว
ผู้ประกอบการปรับตัว แต่รายย่อยเริ่มได้รับผลกระทบ
ผู้ประกอบการค้าส่งรายใหญ่ ที่เคยส่งสินค้าในปริมาณมากไปยังกัมพูชา เริ่มหันกลับมาโฟกัสตลาดภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มผู้ค้ารายย่อยบริเวณแนวชายแดน ซึ่งมักค้าขายกับชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาซื้อของในตลาดไทย กำลังเผชิญปัญหารายได้หดตัว
“กลุ่มค้าส่งบางรายยังไม่ขยายไปตลาดอื่น รอดูสถานการณ์ก่อน ส่วนรายย่อยที่ขายของตามแนวชายแดน เราพยายามช่วยเหลือ โดยเปิดพื้นที่ตลาดถนนคนเดินในตัวจังหวัดให้เขาเข้ามาขายของแทนชั่วคราว” ประธานหอการค้ากล่าว
นอกจากนี้ หอการค้ายังได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อหาตลาดทดแทนให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายในพื้นที่อื่นได้
เกษตรกรยังไม่กระทบ ราคามันสำปะหลังขยับขึ้น
แม้การค้าชายแดนจะสะดุด แต่สถานการณ์ในกลุ่มเกษตรกรฝั่งไทยยังไม่วิกฤต เนื่องจากช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชาเพื่อเข้าสู่โรงงานแปรรูป ขณะเดียวกัน ราคาผลผลิตในพื้นที่ศรีสะเกษเองกลับเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน
“ตอนนี้เกษตรกรในพื้นที่ยังพอใจ เพราะราคามันสำปะหลังในศรีสะเกษปรับตัวขึ้น ส่วนกลุ่มรับซื้อที่เคยไปตั้งจุดรับซื้อมันในฝั่งกัมพูชา ยังไม่เจอปัญหา เพราะเป็นช่วง off-season” นายรัฐวิทย์อธิบาย
ศรีสะเกษไม่ใช่จังหวัดการค้าขนาดใหญ่ แต่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ชายแดน
แม้มูลค่าการค้าชายแดนของศรีสะเกษอาจไม่สูงเท่าจังหวัดอื่น เช่น มุกดาหาร หรือสระแก้ว แต่การเปลี่ยนแปลงบริเวณชายแดนส่งผลต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะที่ด่านปิดหลายแห่งพร้อมกัน ผู้ประกอบการจึงต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด
“สิ่งสำคัญคือรัฐควรมองปัญหานี้ในหลายมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขการค้า เพราะในพื้นที่ เรารู้ดีว่าเศรษฐกิจต้องยืนอยู่บนความมั่นคง การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่เรายินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายรัฐวิทย์กล่าวในตอนท้าย
จี้รัฐเร่งสร้างความมั่นใจ วางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน
นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ชี้ว่า รัฐบาลควรเร่งลงมาดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของการเยียวยาผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ หลังเหตุปะทะบริเวณใกล้เขาพระวิหารสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น
“สิ่งแรกที่รัฐควรทำคือ แสดงความใส่ใจอย่างจริงจังกับผู้ประกอบการ ปัจจุบันนี้เอกชนดูแลกันเองแทบทั้งหมด ทั้งหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม แต่เรายังไม่เห็นแอ็กชันที่ชัดเจนจากรัฐมากนัก”
มาตรการช่วยเหลือที่รออยู่ จากดอกเบี้ยจนถึง BOI
ในเบื้องต้น ภาครัฐควรพิจารณามาตรการเร่งด่วน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การพักชำระหนี้ และการออกมาตรการทางภาษี ทั้งภาษีที่ดิน ภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงการพิจารณาเขตส่งเสริมการลงทุน (BOI) แบบพิเศษ
“ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แค่ธนาคารของรัฐ แต่ใช้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปด้วย รัฐควรประสานมาตรการกับภาคธนาคารเอกชนด้วย เพื่อให้คนที่กำลังลำบากจริงๆ เข้าถึงได้ทันที”
“และในระยะยาว เราอยากเห็น BOI ที่เข้าถึงง่ายขึ้น แรงจูงใจชัดเจนมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่”
การสื่อสารที่คลุมเครือ ทำลายความเชื่อมั่น
แม้จะเกิดเหตุปะทะในพื้นที่แนวชายแดน แต่ในความเป็นจริง เมืองหลักและอำเภออื่นๆ ของศรีสะเกษยังคงมีความปลอดภัย และสามารถเดินทาง ท่องเที่ยว หรือใช้ชีวิตตามปกติได้ อย่างไรก็ตาม การสื่อสารของภาครัฐที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้ภาพลักษณ์จังหวัดเสียหาย
“พื้นที่ที่เกิดเหตุคืออำเภอแนวชายแดน ไม่ใช่ทั้งจังหวัด แต่ประชาชนภายนอกกลับไม่มั่นใจ ไม่กล้ามาเที่ยว ไม่กล้ามาลงทุน รัฐควรสร้างความเชื่อมั่น เช่น จัดกิจกรรมอีเวนต์ใหญ่ๆ ดึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนกลับมา”
อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปคืออนาคต
หอการค้าศรีสะเกษยืนยันว่า จังหวัดไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การค้าชายแดนกับกัมพูชาเท่านั้น แต่วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานของความยั่งยืนระยะยาว โดยเฉพาะในด้านการเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
“ที่ผ่านมาเราชัดเจนว่า ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับฝั่งกัมพูชาทั้งหมด แต่แน่นอน ถ้ามีตลาดตรงนั้นด้วย เศรษฐกิจก็โตเร็วขึ้น แต่เราไม่อยากพึ่งพิงสิ่งที่เสี่ยงจนเกินไป เราอยากดึงนักลงทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพราะพื้นที่ของเรามีทรัพยากรพร้อม”
“อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ ก็เป็นอีกหนึ่งทิศทางที่เรากำลังผลักดัน เพราะไม่ต้องพึ่งชายแดน และมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดีในพื้นที่ของเรา”
ต้องการ “ความชัดเจน” ไม่ใช่ “ความไม่แน่นอน”
นายรัฐวิทย์ย้ำว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือทางการเงิน แต่คือความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะเดินหน้าในทิศทางใด หากจะปิดด่านชายแดน ก็ต้องแจ้งให้ชัด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับแผนได้
“ถ้าจะเจ็บ ก็ขอให้เจ็บครั้งเดียว แล้วจบ ไม่ใช่อยู่กับความไม่แน่นอนไปเรื่อยๆ เพราะความคลุมเครือทำให้เอกชนวางแผนไม่ได้เลย”
“ค้าขายได้ แต่ประเทศไทยต้องไม่ถูกเอาเปรียบ”
เมื่อถูกถามว่าอยากเห็นสถานการณ์จบลงอย่างไร นายรัฐวิทย์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาคเอกชนพร้อมเปิดค้าขายกับกัมพูชา แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน
“เรายินดีค้าขายกับกัมพูชา แต่ประเทศไทยต้องไม่ถูกเอาเปรียบ เราหวังว่าความขัดแย้งจะยุติลงโดยไม่ใช้ความรุนแรง และวันหนึ่งจะกลับมาหันหน้าเจรจากันได้ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ที่พึ่งพาและเติบโตไปด้วยกัน”

















ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น